เปิด ท่อขนส่งน้ำมัน ไปภาคเหนือ

เป็นอีกก้าวที่สำคัญสำหรับ โครงการขยายระบบ ท่อขนส่งน้ำมัน ไปยังภาคเหนือ  เพื่อลดต้นทุน การขนส่งเชื้อเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพ ของการขนส่ง ภายในประเทศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งเตรียมความพร้อม สำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน ( AEC ) รวมถึง ผลประโยชน์ที่จะเกิด ต่อสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการลด ก๊าซเรือนกระจก ( greenhouse gas )

 

บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ ( FPT ) ได้เปิดใช้ระบบ ท่อขนส่งน้ำมัน ทางสายเหนือ ซึ่งเป็นระบบการขนส่งน้ำมัน ตามมาตรฐานสากล ที่ขนส่งน้ำมัน อากาศยาน น้ำมันดีเซล และ น้ำมันเบนซินในท่อเดียวกัน โดยเป็นการส่งน้ำมัน จากคลังน้ำมันบางปะอิน ไปยังคลังน้ำมันพิจิตร และนครลำปาง เป็นท่อขนส่งน้ำมันที่ทันสมัย และ ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยมีระยะทาง 576 กิโลเมตร และยังขนส่งน้ำมันได้ในปริมาณมากถึง 9000 ล้านลิตร ต่อปี

บริษัท ขนส่ง น้ำมัน ทาง ท่อ จำกัด

โครงการนี้ เป็นโครงการที่อยู่ในแผนทางยุทธศาสตร์ ของกระทรวงพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การขนส่งน้ำมัน ขับเคลื่อน เสริมสร้างความมั่นคง ของประเทศด้านพลังงาน และ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งน้ำมัน จากรถบรรทุก พร้อมทั้งยังลดมลพิษ มลภาวะ ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และ ยังรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

นอกจากนี้ ยังลดความเหลื่อมล้ำของ ราคาน้ำมัน  เพื่อให้ประชาชนในภาคเหนือ ได้ใช้น้ำมันในราคาที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพ อีกทั้ง คลังน้ำมันพิจิตร และ คลังน้ำมันนครลำปาง ได้สำรองน้ำมัน เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของภาคเหนือ ที่เป็นทั้งจุดจ่ายน้ำมัน และ ที่สำคัญคือส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ง่าย มีความสะดวก และ รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การขนส่งน้ำมันผ่านทางท่อนั้น ก็จะต้องมีการทดสอบคุณสมบัติของ น้ำมัน ให้ผ่านมาตรฐาน ซึ่งจะรวมถึงความปลอดภัยสำหรับการโอนย้าย ขนส่งน้ำมันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การทดสอบจุดวาบไฟ ( flash point ) จุดไหลเท ( pour point ) ของน้ำมัน จุดแข็งตัว ( freezing point ) ของน้ำมันอากาศยาน  และคุณสมบัติอื่น ๆ

ทั้งนี้ บริษัท เคมีเคิลเฮ้าส์ แอนด์ แล็ป อินสทรูเม้นท์ จํากัด จำหน่ายเครื่องทดสอบสำหรับทดสอบน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่น ๆ อีกมากมาย

หากสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทุกช่องทางการติดต่อ หรือส่ง e-mail มาที่ ptsales@chemihouse.com

 

ขอบคุณ ข้อมูล และรูปภาพจาก

www.chiangmainews.co.th/page/archives/1872385/